“เมื่อตัวเลขถูกนับถอยหลังถึงศูนย์ แม่ของคุณจะตาย เป็นคุณจะทำอย่างไรในตอนนั้น”

“ชเวอูชิก” นักแสดงหนุ่มมากฝีมือ กับภาพยนตร์เกาหลีสุดซาบซึ้งตรึงใจคนรักแม่ “Number One นับหนึ่งถึงมื้อแม่” ในบท “ฮามิน” หนุ่มผู้แบกความลับที่ไม่สามารถบอกใครได้ เมื่อวันหนึ่งเขาเริ่มเห็นตัวเลขประหลาดปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตาทุกครั้งที่กินอาหารที่แม่ทำ แต่ละมื้อตัวเลขนั้นจะลดลงไปเรื่อยๆ จนถึงเลขศูนย์เมื่อไหร่ นั่นหมายถึงการตายของแม่ ฮามินจึงดึงตัวเองออกจากชีวิตปกติของเขา เข้าสู่ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างเจ็บปวด ซึ่งทุกการตัดสินใจของเขาถูกขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายเดียวคือ “การปกป้องแม่” ให้อยู่กับเขานานเท่านาน

หลังจากประสบความสำเร็จระดับโลก จากการแสดงภาพยนตร์ “Parasite” (2019) ชเวอูชิก ก็ยังคงพิสูจน์ตัวเองอย่างต่อเนื่อง ในฐานะหนึ่งในนักแสดงมากฝีมือของเกาหลี เขาตอกย้ำสถานะของตนเองด้วยการคว้ารางวัล “Top Excellence Award” ของ “SBS Drama Awards” จากการแสดงซีรีส์ “Would You Marry Me?” (2025) ด้วยทักษะการแสดงอารมณ์ที่หลากหลาย เขาจึงถือเป็นนักแสดงที่มีความสามารถ และเก่งรอบด้าน พร้อมถ่ายทอดบทบาทออกมาได้อย่างสมจริงไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์แนวไหน โดยเฉพาะภาพยนตร์เรื่องล่าสุด “Number One นับหนึ่งถึงมื้อแม่” ที่เขากลับมาแสดงร่วมกับ “จางฮเยจิน” อีกครั้ง หลังจากเคยแสดงเป็นแม่ลูกกันใน Parasite ซึ่งยิ่งทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นที่จับตา และได้รับการตอบรับมากมายจากผู้ชม นักวิจารณ์ และคอหนัง รวมถึงแฟนๆ ในไทยด้วย

“ชเวอูชิก” ได้เล่าให้เราฟังถึงการทำงานกับภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยเขาเปิดใจว่า ตอนอ่านบทครั้งแรก น้ำตาเขาก็ไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว

ครั้งแรกคุณได้อ่านบทภาพยนตร์ “Number One” คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง?
“ผมจำได้แม่นว่า ตอนที่อ่านบทครั้งแรก ผมร้องไห้ออกมาเลย ตัวบทมันแบกรับความรู้สึกที่ลึกซึ้งมากๆ มันบีบหัวใจ ทำให้ผมรู้สึกอยากจะเข้าไปโอบกอดตัวละครเหล่านี้ พออ่านถึงหน้าสุดท้าย ผมตั้งคำถามกับตัวเองเยอะมาก มันทำให้ผมตระหนักได้ว่า เวลาที่เราจะได้อยู่กับพ่อแม่มันมีจำกัดนะ มันมีวันหมดอายุ จริงอยู่ที่การมองเห็นตัวเลขเวลา มันอาจจะเป็นเรื่องแฟนตาซี เป็นไปไม่ได้ในชีวิต แต่มันเป็นสัจธรรม ถึงเราจะมองไม่เห็นมันด้วยตาเปล่า แต่เวลาของเรามันก็กำลังลดลงอยู่จริงๆ ผมเลยอยากจะถ่ายทอดเรื่องราวนี้ อยากพูดถึงคุณค่าของชีวิตผ่านตัวเลขพวกนี้ออกมา”

อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณตอบตกลง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ปฏิเสธไปแล้ว?
“ตอนแรกผมปฏิเสธการรับบทในภาพยนตร์เรื่องนี้ เหตุผลหลักเลยคือความกดดันครับ หนังเรื่องนี้กำกับโดย คิมแทยง ผู้กำกับที่ผมเคยร่วมงานเมื่อ 12 ปีก่อนในเรื่อง Set Me Free (2014) ตอนนั้นหนังประสบความสำเร็จมาก และทำให้ผมได้รับความรักอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน หลายคนที่ติดตามผมมานาน ก็บอกว่านั่นคือผลงานที่ดีที่สุดของผม มันเลยเกิดเป็นความกดดันที่ผมรู้สึกว่า เราต้องก้าวข้ามความสำเร็จของหนังเรื่องนั้นให้ได้ ผมกังวลว่า ถ้าเรากลับมาร่วมงานกันแล้ว ผลลัพธ์มันออกมาไม่ดี ผมคงจะรู้สึกแย่”

“อีกเหตุผลคือตอนที่ถ่ายทำ Set Me Free ผมกำลังผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก เส้นกราฟอารมณ์ของเรื่องนั้นมันหนักมาก ผมเลยไม่อยากทำโปรเจกต์ที่เศร้าและหดหู่แบบนั้นอีกแล้ว ถ้าเลือกได้ผมอยากทำอะไรที่สดใสและเบาสมองมากกว่า แต่จุดเปลี่ยนคือผู้กำกับคิมแทยงบอกผมว่า เขาต้องการสร้างให้ ฮามิน ไม่ใช่แค่ตัวละครที่เอาแต่เศร้า แต่ต้องเป็นคนที่มีมุมร่าเริง ทะเล้น และสดใสด้วย ผมชอบไอเดียนั้นมาก ประกอบกับความเชื่อใจที่ผมมีต่อผู้กำกับแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมเลยเปลี่ยนใจ และตัดสินใจรับเล่นครับ”

คุณเชื่อมโยงความรู้สึกของตัวเองเข้ากับตัวละคร “ฮามิน” อย่างไรบ้าง?
“เพราะผมเองก็เป็นลูกชายเหมือนกัน ผมเลยอินกับ ฮามิน มากๆ ครับ ผมใส่บุคลิกและความคิดของตัวเองลงไปในตัวละครนี้เยอะมาก อย่างที่บอกไปว่า แนวคิดเรื่องการมองเห็นเวลาที่เหลืออยู่ของแม่ มันเป็นแค่กลวิธีทางภาพยนตร์ แต่สำหรับพวกเราทุกคน เวลาที่เราเหลืออยู่กับพ่อแม่ มันถูกกำหนดไว้แล้วจริงๆ”

“ส่วนตัวผมเป็นลูกหลงครับ ตั้งแต่เด็กผมติดนิสัยชอบคำนวณอายุพ่อแม่ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะกังวล ผมเชื่อว่าลูกทุกคนอย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในชีวิต ต้องเคยแอบคิดถึงเวลาที่เราจะได้ใช้ร่วมกับพ่อแม่ ผมเองเคยลืมเรื่องพวกนี้ไป เพราะมัวแต่ยุ่งกับการทำงาน แต่ตอนที่มาถ่ายทำเรื่อง Number One มันเหมือนผมได้รับการเตือนใจถึงความสัมพันธ์ของตัวเองกับพ่อแม่ มันกลายเป็นโอกาสที่ทำให้ผมตระหนักได้อีกครั้งว่า สิ่งที่ผมเคยมองข้าม และคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดามาตลอด มันมีค่ามากแค่ไหน”

ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นการกลับมาพบกันอีกครั้งของคุณและ จางฮเยจิน ในบทแม่-ลูก หลังจากเรื่อง “Parasite” (2019) การทำงานร่วมกันครั้งนี้แตกต่างจากเดิมไหม?
“แตกต่างกันพอสมควรเลยครับ ตอนที่เล่น Parasite หนังเรื่องนั้นเน้นความเป็นทีมเวิร์กของนักแสดงกลุ่มใหญ่ ทำให้ฉากที่ผมต้องรับส่งอารมณ์กับรุ่นพี่จางฮเยจินแบบตัวต่อตัวจริงๆ มีไม่ค่อยมากนัก แต่ใน Number One เราต้องสื่อสารกันแบบตัวต่อตัวเยอะมาก จังหวะการรับส่งบทมันโต้กันไปมาเหมือนตีปิงปองเลยครับ (ยิ้ม)”

“และด้วยความที่เรารู้จัก และสนิทกันอยู่แล้วตั้งแต่ Parasite พอมาเริ่มถ่ายเรื่องนี้ มันเลยไม่มีความอึดอัดเลย ทำงานราบรื่นและสนุกมาก คุณแม่จางฮเยจิน เป็นคนที่เสมอต้นเสมอปลายมากครับ เธอสดใส จริงใจ และคอยดูแลคนรอบข้างอย่างเอื้ออารีเสมอ ผมพึ่งพาเธอเยอะมากในกองถ่าย ที่สำคัญคือโทนเสียงของเธอคล้ายกับคุณแม่แท้ๆ ของผมเลยครับ เพราะทั้งคู่มาจากจังหวัดคยองซังเหมือนกัน เราเลยจูนกันติดอย่างเป็นธรรมชาติ แถมเธอยังเคยเอารูปหน้าลูกชายแท้ๆ ของเธอมาให้ผมดูด้วย เธอบอกว่าลูกเธอหน้าเหมือนผม ซึ่งพอผมดูรูป เออแฮะ… เหมือนผมจริงๆ ด้วยครับ (หัวเราะ)”

อีกหนึ่งความท้าทายในเรื่องนี้คือการที่คุณต้องพูดสำเนียงปูซานทั้งเรื่อง คุณเตรียมตัวอย่างไรบ้าง?
“นี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลเลยครับ ที่ทำให้ผมลังเลตอนแรก (หัวเราะ) โดยธรรมชาติผมเป็นคนชอบเพลย์เซฟครับ มักจะบอกตัวเองเสมอว่า อย่าได้ใจไปทำในสิ่งที่เรามั่นใจว่าทำได้ก็พอ การต้องมาพูดสำเนียงถิ่น มันไม่ใช่แค่การท่องจำหรือเลียนแบบเสียงนะครับ แต่มารยาท อารมณ์ และบุคลิกมันต้องสื่อออกมาพร้อมกับภาษาด้วย ถ้ามันดูขัดเขินแม้แต่นิดเดียว คนดูที่เป็นคนพื้นที่เขาจะจับได้ทันที มันเลยกดดันมาก โดยเฉพาะฉากที่ต้องสื่ออารมณ์ดราม่าลึกๆ ผ่านภาษาถิ่น”

“แต่พอมาคิดดู ผมรู้สึกว่าผมอยากผลักดันตัวเองให้ออกจากคอมฟอร์ตโซนครับ ผมอาศัยลูกบ้าลุยไปเลย โชคดีที่ได้ผู้กำกับที่เป็นคนปูซานแท้ๆ คอยเช็กให้และได้ รุ่นพี่จางฮเยจิน ช่วยแนะนำ และมีโค้ชน้ำเสียงติวเข้มหน้าเซตด้วย เทคนิคของผมคือเวลาติดขัดตรงบทพูดไหน ผมจะพยายามเติมคำสร้อยลงไปในประโยคครับ มันช่วยให้จังหวะการพูดของผมสมูทขึ้น”

หนังเรื่องนี้มี “เมนูอาหาร” ที่เป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องราว เมนูไหนที่คุณประทับใจที่สุดในการถ่ายทำ?
“ในกองถ่ายเรื่องนี้ ทีมฟูดสไตลิสต์ของเราเก่งมากครับ การได้เข้าฉากพร้อมกับข้าวร้อนๆ ที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ จากเตา เป็นอะไรที่ฟินมาก และช่วยให้ผมแสดงได้ง่ายขึ้นเยอะเลยครับ (ยิ้ม)”

“เมนูที่เป็นทีเด็ดของเรื่องผมยกให้ ซุปเนื้อหัวไชเท้า ครับ ปกติเราจะคุ้นกับซุปใสๆ แต่ในเรื่องนี้มันเป็นซุปเนื้อหัวไชเท้าสไตล์ปูซานที่เป็นแบบน้ำแดง ผมเพิ่งเคยเห็นครั้งแรก ก็เลยรู้สึกแปลกตานิดหน่อย แต่อร่อยมากครับ แล้วก็ยังมี เครื่องเคียงใบถั่วเหลือง ซึ่งเป็นคอมฟอร์ตฟูดของผู้กำกับเขาเลย การได้แบ่งปันอาหารโปรด นั่งกินข้าวร้อนๆ ร่วมกับทีมงานและนักแสดงทุกคนในกองถ่ายที่ปูซาน มันให้ความรู้สึกเหมือนเราได้กลับบ้านจริงๆ เป็นบรรยากาศที่ผมจะจำไปอีกนานเลยครับ”

การร่วมงานกับ “กงซึงยอน” (รับบทเป็น “รยออึน”) เป็นอย่างไรบ้าง?
“ตัวละคร รยออึน เธอเป็นแฟนสาวที่ไม่เข้าใจว่าทำไม ฮามิน ถึงเอาแต่หลบหน้าแม่ตัวเอง ซึงยอน ถ่ายทอดบทนี้ออกมาได้ดีมากๆ เธอเป็นคนที่มีความมั่นคงทางอารมณ์สูงมากครับ นิยามของรยออึนคือผู้หญิงที่เท่ เด็ดเดี่ยว และเข้มแข็ง ซึ่งความเข้มแข็งของซึงยอน มันเข้ากับตัวละครตัวนี้ได้อย่างพอดิบพอดี เธอตั้งใจแสดงแบบทุ่มสุดตัว จนทำให้ผมเองก็อินและมีสมาธิตามไปด้วยครับ ที่สำคัญคือซึงยอนนิสัยดีมาก จนผู้กำกับ คิมแทยง โดนตกเข้าเต็มเปาเลยครับ (หัวเราะ)”

อยากฝากอะไรถึงแฟนๆ ที่รอชมภาพยนตร์เรื่อง “Number One”?
“ภาพยนตร์เรื่อง Number One ไม่ได้เป็นที่หนึ่งแค่ชื่อเรื่องนะครับ แต่ผมหวังว่าเมื่อคุณดูจบ หนังเรื่องนี้จะเข้าไปเป็นที่หนึ่งในใจของทุกคนเช่นกันครับ มันเป็นภาพยนตร์ฮีลใจเรื่องแรกของปีที่ทุกคนสามารถดูด้วยกันได้ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือคนรัก ถ้าคุณมาดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ ผมรับรองว่า คุณจะได้รับความอบอุ่นกลับไปอย่างแน่นอน”

Number One นับหนึ่งถึงมื้อแม่
12 มีนาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์