ดิบ บางกอก เปิดตัวในฐานะจุดหมายทางวัฒนธรรมแห่งใหม่สำหรับศิลปะร่วมสมัยไทย และนานาชาติ พร้อมเชิญชวนผู้เข้าชมให้มีส่วนร่วมกับความคิดสร้างสรรค์ การเรียนรู้ และการแลกเปลี่ยนร่วมกัน

นิทรรศการเปิดตัว “ล่อง(ไม่)หน (In)visible Presence” เปลี่ยนมิวเซียมให้กลายเป็นพื้นที่ๆ ผู้ชมสามารถสัมผัสประสบการณ์ผ่านประสาทสัมผัสหลากหลาย เพื่อร่วมสำรวจแนวคิดเรื่องความทรงจำ และสภาวะความเป็นมนุษย์ ผ่านผลงานศิลปินชั้นนำ 40 ท่าน อาทิ มณเฑียร บุญมา, ลี บุล, แอนเซล์ม คีเฟอร์ และ อลิเชีย ควาเด

ดิบ บางกอก เปิดประตูต้อนรับสาธารณชนอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 ธันวาคม 2568 นับเป็นหมุดหมายสำคัญในฐานะพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติแห่งแรกของกรุงเทพฯ และเป็นสถาบันแห่งแรกของประเทศไทย ที่จัดแสดงคอลเล็กชันศิลปะร่วมสมัยระดับโลก

ดิบ บางกอก เปิดตัวด้วยนิทรรศการปฐมฤกษ์ในชื่อ ล่อง(ไม่)หน (In)visible Presence ซึ่งจะจัดแสดงจนถึงวันที่ 3 สิงหาคม 2569 รวบรวมผลงานศิลปะร่วมสมัยทั้งจากศิลปินไทยและนานาชาติที่สำคัญ เพื่อพลิกโฉมมิวเซียมให้เป็นพื้นที่ๆ ผู้ชมสามารถสัมผัสประสบการณ์ได้หลากหลาย ได้สำรวจความทรงจำ และสิ่งที่ไม่อาจมองเห็น ผ่านประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสหลายมิติ โดยมีแก่นหลักคือประเด็นลึกซึ้ง เรื่องความทรงจำและสภาวะการดำรงอยู่ของมนุษย์ (Memory and the Human Condition) นำโดย ภูรัตน์ (แฌง) โอสถานุเคราะห์ ประธานผู้ก่อตั้ง ดร. มิวาโกะ เทสุกะ ผู้อำนวยการคนแรก โดยมี อารียนา ชัยวาระนนท์ เป็นภัณฑารักษ์

จากอาคารโกดังเก่าที่สร้างขึ้นยุคทศวรรษ 1980 ก่อนได้รับการปรับปรุงและออกแบบใหม่โดย WHY Architecture ด้วยความร่วมมือกับบริษัทออกแบบสถาปัตยกรรมชั้นนำระดับนานาชาติของไทยอย่าง สถาปนิก 49 (A49) พื้นที่ ดิบ บางกอก พร้อมเปิดตัวในฐานะจุดหมายทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ ที่ชวนผู้ชมร่วมสัมผัสศิลปะร่วมสมัยจากประเทศไทยและนานาชาติ ภายใต้วิสัยทัศน์อันก้าวหน้าของ ภูรัตน์ (แฌง) โอสถานุเคราะห์ ประธานผู้ก่อตั้ง ผู้ซึ่งนำแรงบันดาลใจจากมรดกความฝันของ เพชร โอสถานุเคราะห์ ผู้เป็นบิดา มาตีความและต่อยอดใหม่ให้สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน จากการที่จะเก็บรักษาคอลเลกชันไว้ส่วนตัว วิสัยทัศน์ของเขาคือการมอบชีวิตให้กับผลงานได้เปิดเผยต่อสาธารณะ ผ่านการก่อตั้งมิวเซียมที่เปิดกว้างต่อผู้ชมหลากหลายรุ่นและวัฒนธรรม จากจุดเริ่มต้นของงานที่ เพชร โอสถานุเคราะห์ สะสมไว้ คอลเลกชันของ ดิบ บางกอก เติบโตอย่างต่อเนื่อง นำโดย ภูรัตน์ และ ดร.มิวาโกะ ผลงานสำคัญจากศิลปินโมเดิร์น และศิลปินร่วมสมัยระดับโลก มิวเซียมแห่งนี้จึงเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยน และการมองโลกผ่านศิลปะในมุมใหม่ ชื่อ “ดิบ” สะท้อนแนวคิดของความเป็นธรรมชาติและความจริงแท้ ซึ่งปรากฏอยู่ในประสบการณ์ การออกแบบ และกิจกรรมต่างๆ ของพิพิธภัณฑ์

ภูรัตน์ (แฌง) โอสถานุเคราะห์ ประธานผู้ก่อตั้ง ดิบ บางกอก กล่าวถึงแรงบันดาลใจของ พิพิธภัณฑ์ว่า “การสนับสนุนศิลปะและการศึกษาเป็นเป้าหมายสำคัญของครอบครัวเรามาโดยตลอด เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้แนะนำมิวเซียมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติแห่งแรกของประเทศไทยในกรุงเทพฯ และยินดีต้อนรับทุกท่านสู่พื้นที่ซึ่งศิลปะสามารถรับรู้ได้ด้วยความรู้สึก ไม่เพียงแค่ชมได้ด้วยสายตาเท่านั้น พื้นที่แห่งนี้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมใช้เวลากับความคิด การสำรวจ และความสนุกเชิง สร้างสรรค์ โดยในทุกครั้งที่มาเยือน ผู้ชมจะค้นพบสิ่งใหม่และไม่คาดคิด กรุงเทพฯ เมืองที่เต็มไปด้วยพลัง ความคิดสร้างสรรค์ และไม่หยุดนิ่ง และเราคงเห็นตรงกันว่า กรุงเทพฯ มีห้างสรรพสินค้าเพียงพอแล้ว เป้าหมายของเราคือการสร้างพื้นที่ในอีกรูปแบบหนึ่ง พื้นที่ที่เชิญชวนให้ผู้คนได้ใช้เวลาอยู่กับศิลปะ ถึงเวลาแล้วที่จะมีสถาบันศิลปะร่วมสมัย ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางสำคัญ เพื่อสะท้อนความมีชีวิตชีวา และเฉลิมฉลองศิลปะด้วยแนวทางที่ทรงพลัง และโดดเด่นไม่แพ้ตัวเมืองเอง”

นิทรรศการเปิดตัวของ ดิบ บางกอก ในชื่อ ล่อง(ไม่)หน (In)visible Presence นำเสนอผลงานสำคัญจากคอลเลกชันของสถาบัน โดยจัดแสดงและออกแบบให้สอดประสานกับสถาปัตยกรรมของอาคาร นิทรรศการนี้ใช้พื้นที่ทั้ง 3 ชั้นเป็นเส้นทางเล่าเรื่อง เพื่อพาผู้ชมสำรวจแนวคิดว่า อดีตคือสิ่งที่นำทางเราไปสู่อนาคต พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า เราจะระลึกถึงสิ่งที่เรารักแต่ไม่อาจมองเห็นได้อย่างไร

ดร. มิวาโกะ เทสุกะ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ กล่าวถึงวิสัยทัศน์ด้านภัณฑารักษ์ของนิทรรศการ เปิดตัว ดิบ บางกอก ว่า “แนวทางการทำงานด้านภัณฑารักษ์ของเรายึดแนวคิด (Theme) เป็นศูนย์กลาง สำหรับการเปิดพิพิธภัณฑ์ครั้งนี้ ธีมหลักคือ ล่อง(ไม่)หน (In)visible Presence หรือศิลปะที่ขยายการรับรู้ไปไกลกว่าการมองเห็นด้วยสายตา แนวคิดนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจในการยกย่องและรำลึกถึง คุณเพชร โอสถานุเคราะห์ ก่อนจะถ่ายทอดมาเป็นกรอบการทำงานด้านภัณฑารักษ์ โดยเราได้คัดเลือกผลงาน 81 ชิ้นจากศิลปิน 40 ท่าน ซึ่งร่วมกันตั้งคำถามว่า เราจะรับรู้และจดจำสิ่งที่มีความหมายแต่ไม่อาจมอง เห็นได้อย่างไร นอกจากนั้น แนวคิดนี้ยังสะท้อนบริบทของยุคสมัยที่โลกถูกโอบล้อมถาโถมด้วยภาพจำนวนมหาศาล จำเป็นต้องใช้ความใส่ใจที่ลึกซึ้ง และสภาวะนิ่งสงบเพื่อสร้างสมดุลให้เกิดขึ้น”

อารียนา ชัยวาระนนท์ ภัณฑารักษ์ กล่าวเสริมว่า “สำหรับนิทรรศการ ล่อง(ไม่)หน (In)visible Presence เรามุ่งหมายให้ผู้ชมได้สัมผัสงานศิลปะผ่านประสาทสัมผัส ไม่ใช่เพียงรับชมด้วยสายตาเท่านั้น แต่ผลงานหลายชิ้นกระตุ้นประสาทสัมผัสหลายด้าน ทั้งเสียง กลิ่น แสง รวมถึงท้าทายความคาดหมายเรื่อง ขนาด น้ำหนัก และวัสดุในชีวิตประจำวัน กระบวนการเหล่านี้เผยให้เห็นความสอดคล้องตามธรรมชาติ ระหว่างแนวทางการสร้างสรรค์ศิลปะที่หลากหลาย รวมถึงความสัมพันธ์กับขบวนการศิลปะหลังสงคราม อย่าง อาร์เต โปเวรา (arte povera) ซึ่งใช้วัสดุธรรมดาเป็นสื่อสะท้อนถึงการดำรงอยู่และความทรงจำอันลึกซึ้งของมนุษย์”

นิทรรศการนี้ถูกจัดวางให้สอดประสานไปกับสถาปัตยกรรมในแต่ละชั้น เริ่มจากชั้นแรกกับผลงานที่หนักแน่น และกระตุ้นการรับรู้ทางประสาทสัมผัสเป็นหลัก ก่อนขึ้นไปสู่ชั้น 2 ซึ่งจัดแสดงผลงานที่ขับเคลื่อนด้วยความทรงจำ อารมณ์ใกล้ชิดแบบลึกซึ้ง และขยายไปสู่ผลงานที่เปิดกว้างและใช้แสงเป็นองค์ ประกอบสำคัญในชั้นที่ 3 ภายในห้องจัดแสดง ผู้ชมจะได้สัมผัสกับผลงานจัดวางชิ้นสำคัญของ มณเฑียร บุญมา และ สมบูรณ์ หอมเทียนทอง ศิลปินคนสำคัญของไทย ประติมากรรมขนาดใหญ่ของ ลี บุล และ แอนเซล์ม คีเฟอร์ รวมถึงจิตรกรรมจากศิลปินหลากหลาย อาทิ อเล็กซ์ แคตซ์, ยุรี เกนสาคู และ เจสซี โฮเมอร์ เฟรนช์ ผลงานเหล่านี้จัดแสดงร่วมกับงานสื่อผสม และสื่อใหม่จากศิลปินผู้ได้รับการยกย่องทั้งในและต่างประเทศ

งานจัดแสดงยังขยายออกไปภายนอกอาคาร พลิกโฉมภูมิทัศน์โดยรอบให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ศิลปะ กลางลานเด่นด้วย Pars pro Toto (2020) โดย อลิเชีย ควาเด ผลงานจัดวางนี้ ประกอบด้วยลูกโลกหินมหึมา 11 ลูก มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 70–250 เซนติเมตร ชวนผู้ชมไตร่ตรองเชิงกวีถึง ระบบดาวเคราะห์และแก่นสารแห่งวัตถุ บนระเบียงชั้นบนเป็นที่ตั้งผลงาน Breast Stupa Topiary (2013) ของ พินรี สัณฑ์พิทักษ์ ชุดประติมากรรมสแตนเลสรูปทรงคล้ายเจดีย์ทรวงอก เชื้อเชิญให้ผู้ชมครุ่นคิดถึงความเป็นหญิง จิตวิญญาณ และร่างกาย งานชิ้นนี้ยังช่วยลดทอนเส้นสายแข็งกระด้างของเมือง ด้วยการปรากฏตัวที่ทั้งอ่อนโยนและลุ่มลึก สำหรับศิลปินหลายท่าน อาทิ โช ชิบูยะ ฟินเนแกน แชนนอน และ ฮิวจ์ เฮย์เดน

นิทรรศการ ล่อง(ไม่)หน (In)visible Presence ถือเป็นครั้งแรกที่ผลงานของพวกเขาถูกนำเสนอในประเทศไทย ซึ่งเป็นการช่วยขยายบทสนทนาศิลปะระดับโลกกับศิลปินท้องถิ่น ผ่านการสำรวจร่วมกันเกี่ยวกับสภาวะการดำรงอยู่ของมนุษย์ ทั้งความไม่จีรัง ความทรงจำ และอัตลักษณ์

คอลเล็กชันถาวรของ ดิบ บางกอก มุ่งเน้นไปที่ศิลปะร่วมสมัยระดับโลก โดยเฉพาะผลงานที่ท้าทายการรับรู้ จุดประกายบทสนทนา และเชื้อเชิญให้ใคร่ครวญอย่างลึกซึ้งถึงความซับซ้อนของการดำรงอยู่ของมนุษย์ในหลากหลายมิติ คอลเล็กชันนี้ประกอบด้วยผลงานกว่า 1,000 ชิ้น โดยศิลปินกว่า 200 ท่านจากทั่วโลก ครอบคลุมสื่อศิลปะหลากหลาย ตั้งแต่จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพถ่าย งานจัดวางขนาดใหญ่ ไปจนถึงสื่อใหม่ ตั้งแต่ทศวรรษ 1960 จนถึงปัจจุบัน

ดิบ บางกอก ตั้งอยู่ระหว่างถนนพระราม 4 และซอยสุขุมวิท 40 ประกอบด้วยห้องจัดแสดง 11 ห้อง รวมพื้นที่กว่า 7,000 ตารางเมตร พร้อมลานกลางขนาด 1,400 ตารางเมตร สวนประติมากรรมกลางแจ้ง และพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมพิเศษ พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการทั้งสามชั้นออกแบบอย่างเรียบง่าย แต่ เปี่ยม ด้วยรายละเอียดประณีต โดยได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิดทางพุทธศาสนาเรื่องการตรัสรู้ ซึ่ง สะท้อนผ่านการเดินทางของผู้ชม เมื่อก้าวขึ้นสู่ชั้นบนของอาคาร ชั้นล่างของอาคารเผยให้เห็นความงามแบบเรียบง่ายและดิบของคอนกรีต ซึ่งเป็นการคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมของอาคารโรงงานไว้ได้อย่างชัดเจน ชั้น 2 โอบล้อมด้วยบรรยากาศแบบใกล้ชิด และชวนครุ่นคิด เสริมให้เด่นชัดยิ่งขึ้น ด้วยลูกกรงหน้าต่างสไตล์ไทย-จีนที่ทำให้นึกถึงอดีต ซึ่งเป็นองค์ประกอบดั้งเดิมของโครงสร้างอาคารที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ ชั้น 3 เป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะแบบไวท์คิวบ์ (White Cube) มีช่องรับแสงบนหลังคา ซึ่งสอดคล้องกับการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิดเรื่องตรัสรู้ และโดดเด่นด้วยหลังคารูปทรงฟันเลื่อยอันเป็นเอกลักษณ์บริเวณปลายอาคารที่เปิดช่องกระจกรับแสงธรรมชาติ จากด้านทิศเหนือ องค์ประกอบการออกแบบยังรวมถึง “Chapel” ห้องจัดแสดงรูปทรงกรวย กรุด้วย กระเบื้องโมเสกพอร์ซเลน ซึ่งนำรูปแบบการประดับตกแต่งวัดแบบดั้งเดิมของไทยมาตีความใหม่ โอบล้อม ด้วยสระน้ำ Reflection Pool สะท้อนภาพเงาน้ำที่ตัดผ่านด้วยทางลาดสู่ลานจอดรถใต้ดิน อีกฝั่งหนึ่งของลานกว้าง ซึ่งแยกตัวออกจากอาคารหลัก คือบิสโทรและพื้นที่อเนกประสงค์ ที่ตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลาย

กุลภัทร ยันตรศาสตร์ แห่ง WHY Architecture กล่าวว่า “สำหรับ ดิบ บางกอก เป้าหมายของ WHY Architecture คือการสะท้อนบทบาทที่กำลังเติบโตของกรุงเทพฯ ในฐานะจุดหมายปลายทางด้าน ศิลปะระดับนานาชาติ ผ่านการออกแบบพื้นที่ที่เอื้อต่อการสนทนาและการแลกเปลี่ยนระหว่างศิลปิน ภัณฑารักษ์ และสาธารณชน ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนและการแลกเปลี่ยนความคิด สร้างสรรค์”

นอกจากนี้ ดิบ บางกอก ยังขยายบทบาทความเป็นผู้นำด้านศิลปะผ่านพื้นที่สาขาอย่าง ดิบ26 (Dib26) ซึ่งตั้งอยู่ในย่านพร้อมพงศ์ ซอยสุขุมวิท 26 ห่างจาก ดิบ บางกอก เพียง 10 นาที ออกแบบโดย Supermachine สตูดิโอออกแบบชั้นนำของกรุงเทพฯ โกดังเก่าที่ได้รับการปรับโฉมใหม่นี้ ครอบคลุมพื้นที่ ใช้สอยราว 900 ตารางเมตร ทำหน้าที่เป็นเวทีสำหรับแนวทางใหม่ของการมีส่วนร่วมเชิงสร้างสรรค์ โครงการที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชนศิลปะ และโปรแกรมการศึกษาแบบก้าวหน้า Dib26 มีบทบาทสำคัญในการทำให้ ดิบ บางกอก ก้าวไปยืนอยู่แถวหน้าของวงการศิลปะและวัฒนธรรมในภูมิภาค ที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยโครงการแรกของ ดิบ26 คือ Dib x BU Art Beyond Canvas: Management in the Art Industry ซึ่งเปิดตัวช่วงกลางปีที่ผ่านมา ในฐานะโครงการพัฒนาศักยภาพวิชาชีพ ที่จัดขึ้นร่วมกับคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มุ่งฝึกอบรมด้านการบริหารจัดการศิลปะผ่าน การบรรยายและเวิร์กช็อปโดยผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ ก่อนต่อยอดด้วยการฝึกงานภาคปฏิบัติกับ สถาบันทางวัฒนธรรมชั้นนำ ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ดิบ บางกอก ในการขับเคลื่อนการศึกษา การพัฒนาวิชาชีพ และการสร้างผลกระทบในระยะยาวให้กับระบบนิเวศศิลปะ ทั้งใน ประเทศไทยและบนเวทีระดับโลก

ทีมผู้บริหารของ ดิบ บางกอก สะท้อนวิสัยทัศน์กว้างไกลและความมุ่งมั่นอันแรงกล้า โดยมี ภูรัตน์ (แฌง) โอสถานุเคราะห์ ในฐานะประธานผู้ก่อตั้ง มองภาพมิวเซียมในฐานะศูนย์กลางการเรียนรู้และ สร้างสรรค์ระดับโลก แนวคิดนี้ถักทอขึ้นจากประสบการณ์อันหลากหลายของเขา ทั้งการดำรงตำแหน่ง อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ประธานบริษัท ชิเซโด้ (ไทยแลนด์) พาร์ทเนอร์​ Arc 9 Private Equity และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ โอเวนเจอร์ กรุ๊ป (Oventure Group) ซึ่งครอบคลุมธุรกิจหลากหลาย ตั้งแต่การลงทุนเอกชน อสังหาริมทรัพย์ ทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ดิบ บางกอก เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์อันก้าวหน้าของเขา ในการสร้างสรรค์วิถีชีวิตในเมืองแบบองค์รวม สถาบันศิลปะแห่งนี้ถือเป็นผลลัพธ์ของพันธกิจที่สืบทอดกันมาหลายช่วงอายุคน เพื่อพลิกโฉมภูมิทัศน์ ศิลปะสมัยใหม่ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น ดร. มิวาโกะ เทสุกะ ผู้อำนวยการคนแรกของ ดิบ บางกอก นำประสบการณ์การบริหารจากสถาบันชั้นนำของนิวยอร์กมาสู่บทบาทนี้ โดยเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวย การแกลเลอรีของ Japan Society, รองภัณฑารักษ์ศิลปะร่วมสมัยที่ Asia Society Museum และรองผู้อำนวยการ มูลนิธิ Reversible Destiny ของ Arakawa และ Madeline Gins ส่วน อารียนา ชัยวาระนนท์ ดำรงตำแหน่งภัณฑารักษ์ โดยนำประสบการณ์และองค์ความรู้จากสถาบันระดับโลก อาทิ Harvard Art Museums, National Gallery of Art, Nelson-Atkins Museum of Art และศูนย์ศิลปะร่วมสมัย UCCA ที่กรุงปักกิ่ง มาใช้ที่นี่

เนื่องในโอกาสการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 ธันวาคม 2568 ดิบ บางกอก ได้จัดกิจกรรม Artist Talks ตลอดทั้งวัน โดยมี ดร. มิวาโกะ เทสุกะ และ อารียนา ชัยวาระนนท์ เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งมีศิลปินจากนิทรรศการ (In)visible Presence เข้าร่วม ได้แก่ อลิเชีย ควาเด, มาร์โค ฟูซินาโต, พาโลมา วาร์กา ไวสซ์, พินรี สัณฑ์พิทักษ์ และ โช ชิบูยะ กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นใน Longspan Gallery พื้นที่ อเนกประสงค์สำหรับกิจกรรมของพิพิธภัณฑ์ เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้ฟังศิลปินถ่ายทอดแนวคิดและ กระบวนการสร้างสรรค์งานที่นำเสนอในนิทรรศการอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ดิบ บางกอก จะเปิดตัว วัตถุดิบ บิสโตร แอนด์ บาร์ ภายในมิวเซียม ที่นำเสนอเมนูจากวัตถุดิบท้องถิ่นและนานาชาติ สำหรับผู้มาเยือนทั้งผู้ที่ซื้อบัตร และไม่ได้ซื้อบัตร เข้าชมตลอดทั้งวันตั้งแต่ 9:00 – 24:00 น.

ดิบ บางกอก ยังได้ร่วมมือกับ ARTLAS แอปผู้ช่วยมิวเซียมรุ่นใหม่ ที่ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อมอบไกด์นำชมดิจิทัลฟรี รองรับหลายภาษา และปรับประสบการณ์ให้เหมาะกับผู้ชมแต่ละคน ความร่วมมือนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของดิบ บางกอก ในการนำนวัตกรรมมาช่วยขยายการเข้าถึง และเสริมการมีส่วนร่วมกับ งานศิลปะ ผ่านฟีเจอร์ถาม–ตอบด้วย AI และการจดจำภาพ ผู้เข้าชมสามารถดาวน์โหลดแอปได้ที่ artlas.art หรือสแกน QR code เพื่อรับไกด์ในมิวเซียม

สำหรับแผนในอนาคต ปี 2569 ดิบ บางกอก เตรียมพร้อมที่จะเสริมสร้างการเข้าถึงโครงการแลกเปลี่ยนทางศิลปะระหว่างประเทศไทย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และโลก โครงการที่กำลังจะเปิดตัว อาทิ การนำทัวร์ชมโดยภัณฑารักษ์ทุกสัปดาห์ เวิร์กช็อปใหม่สำหรับครอบครัว ที่ออกแบบมาเพื่อบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงทุกช่วงวัยเข้าด้วยกัน รวมถึงการประชุมวิชาการนานาชาติเกี่ยวกับ ศิลปะร่วมสมัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ดิบ บางกอก จะเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ ที่มอบประสบการณ์พิเศษ แก่ผู้มาเยือนทั้งชาวไทยและนานาชาติ ด้วยคอลเลกชันศิลปะร่วมสมัยอันโดดเด่น และขับเคลื่อนโดยทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์กว้างไกล

ล่อง(ไม่)หน (In)visible Presence
21 ธันวาคม 2568 – 3 สิงหาคม 2569
วันพฤหัสบดี–วันจันทร์ เวลา 10.00-19.00 น. (ปิดวันอังคารและวันพุธ)
บัตรเข้าชม: 550 บาทสำหรับคนไทย และ 700 บาทสำหรับชาวต่างชาติ
สำรองบัตรเข้าชมล่วงหน้าทาง www.dibbangkok.org
ที่อยู่: 111 ซอยสุขุมวิท 40 พระโขนง คลองเตย กรุงเทพฯ 10110
หากต้องการชมเป็นหมู่คณะมากกว่า 10 คนขึ้นไป สามารถติดต่อโดยตรงได้ที่ reservations@dibbangkok.org

วัตถุดิบ บิสโตร แอนด์ บาร์
เปิดวันพฤหัสบดี-วันจันทร์ เวลา 09.00-24.00 น.
ให้บริการสำหรับผู้ที่ซื้อบัตรเข้าชม และผู้ที่ไม่ได้ซื้อบัตร

กิจกรรมพิเศษวันเปิดตัว: Artist Talks (21 ธันวาคม 2568)

เนื่องในโอกาสการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ดิบ บางกอก จัดกิจกรรม Artist Talks การสนทนาเชิงลึกกับศิลปินจากนิทรรศการ (In)visible Presence ศิลปินระดับโลกอย่าง อลิเชีย ควาเด, มาร์โค ฟูซินาโต (Marco Fusinato), พาโลมา วาร์กา ไวสซ์ (Paloma Varga Weisz), พินรี สัณฑ์พิทักษ์ และโช ชิบูยะ จะมาพบปะ แลกเปลี่ยนแนวคิด และแบ่งปันแรงบันดาลใจ ผ่านการสนทนาที่ดำเนินรายการโดยผู้อำนวยการและภัณฑารักษ์ของมิวเซียม กิจกรรมนี้ช่วยให้ผู้เข้าชมเข้าใจวิธีคิด และแนวทางการทำงานของศิลปิน รวมถึงเรื่องราวเบื้องหลังผลงานสำคัญในนิทรรศการ และงานสร้างสรรค์ที่จัดทำขึ้นเฉพาะสำหรับ Dib Bangkok

กำหนดการ:
14.00-15.00 น. | พาโลมา วาร์กา ไวสซ์, พินรี สัณฑ์พิทักษ์
15.30-16.30 น. | มาร์โค ฟูซินาโต, โช ชิบูยะ
17.00-17.45 น. | อลิเชีย ควาเด

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.dibbangkok.org
อินสตาแกรม: @dibbangkok
เฟซบุค: Dib Bangkok
ยูทูป: Dib Bangkok Museum
สมัครสมาชิกดิบ บางกอก ติดต่อที่ membership@dibbangkok.org